ยาทาสิว
ยาทารักษาสิวทั้ง 2 ชนิดแรก คือชนิดที่ละลายขุยเซลล์บุของรูต่อมไขมัน และชนิดที่ละลายคอมิโดน เหมาะสำหรับสิวชนิดที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวหัวขาว หรือสิวหัวดำ
ตัวอย่าง ยาทารักษาสิวที่มีฤทธิ์ละลายขุยเซลล์บุของรูต่อมไขมัน ได้แก่ กรด ซาลิไซลิก (salicylic acid) กำมะถัน และรีโซซินอล (resocinol)
ส่วน ตัวอย่างของยาทารักษาสิวที่มีฤทธิ์ละลายคอมิโดน ได้แก่ กรดเทรทิโนอิก (tretinoic acid) อะแดปพาลีน (adapalene) ในการใช้ยากลุ่มนี้ควรระวังอาจทำให้เกิดผื่นแดงขึ้นได้ในตอนเริ่มต้นของการ ใช้ และในขณะที่ใช้ยานี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด
ยาทารักษาสิวประเภทสุด ท้าย คือยาชนิดต้านเชื้อ แบคทีเรีย อันได้แก่ เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) เตตราไซคลีน (tetracycline) อีริโทรไมซิน (erythromycin) คลินดาไมซิน (clindamycin) กรดอะซิแลอิก (azelaic acid) ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับสิวอักเสบเบื้องต้น และถ้าใช้แล้วไม่ได้ผล ควรใช้ยาต้านแบคทีเรียชนิดกินแทน
***ควรระวังยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์เปื้อนเสื้อผ้าและผม เพราะอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีเสื้อผ้าและผมได้***
วิธีดูแลสิว
ในการดูแลรักษาสิว ควรปฏิบัติดังนี้
1. ความสะอาด ในเรื่องนี้ควรรักษาความสะอาดตามปกติ คือล้างหน้าตามปกติด้วยสบู่ธรรมดา วันละ ๒ ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว และไม่ควรใช้สบู่ยา เพราะตัวยาในสบู่มักมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และในการล้างหน้าทุกครั้งควรฟอกถูตามปกติ ไม่ควรฟอกหรือถูอย่างรุนแรง เพราะอาจส่งผลระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ยกเว้นในรายที่ผิวหน้ามัน อาจต้องล้างหน้าบ่อยกว่านี้
อนึ่งสิวถือว่าเกิดตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วควรดูแลสุขอนามัยและความสะอาดตามปกติ
2. หลีกเลี่ยงการบีบและแกะสิว ประเด็นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญเพราะการแกะและบีบสิวจะทำให้สิวลุกลามและรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบและทิ้งรอยแผลเป็นของสิวเมื่อหายดีแล้วอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรแกะหรือบีบหัวสิวเป็นอันขาด เพราะเมื่อแกะหรือบีบแล้ว ด้วยมือหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาด จะเป็นการทำลายเนื้อเยื่อผิวหน้าและเกิดการติดเชื้อได้โดยง่าย
3. อื่นๆ เช่น เรื่องอาหาร ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องอาหารสำหรับสิว เรื่องอารมณ์ เชื่อว่าอารมณ์เครียดส่งผลต่อสิว จึงควรออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ และเรื่องเครื่องสำอาง ควรเลือกเครื่องสำอางชนิดที่ละลายได้ดีในน้ำ เพื่อชะล้างออกได้ง่าย และไม่หลงเหลือ อุดตันตามรูขุมขน
เป็นสิวหัวหนอง ควรกินยาแก้อักเสบหรือไม่
ยาต้านจุลชีพที่ นิยมใช้ได้แก่ เตตราไซคลีน (tetracycline) อีริโทรไมซิน (erythromycin) คลินดาไมซิน (clindamycin) แอมพิซิลลิน (ampicillin) โคไตรม็อกซาโซล (cotrimoxazole) เป็นต้น นอกจากมีฤทธิ์ลดการอักเสบของ สิวแล้ว ยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการเกิดโคมิโดนได้ดีอีกด้วย
ยาทาสิว อักเสบ benzoyl peroxide

benzoyl peroxide นั้นใช้ได้ผลดีมากในการรักษาสิวน้อย-ปานกลาง ยาตัวนี้ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งจากแพทย์สามารถซื้อใช้เองได้ มีความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5% 5% และ 10% หากต้องการใช้ที่ความเข้มข้นที่มากกว่า 10% จะต้องใช้ใบสั่งจากแพทย์ การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า ที่ความเข้มข้นของ benzoyl peroxide 2.5% จะสามารถจัดการกับสิวโดยที่เกิดการระคายเคืองน้อย ดังนั้นหากต้องการใช้ benzoyl peroxide เพื่อรักษาสิว จึงควรเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำ ๆ ก่อน (เช่น 2.5%)
ส่วน ผสมในยาทาสิวตัวนี้น่าจะเป็นตัวที่ได้รับความนิยมที่สุดนะครับ หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินใครๆเรียกกันว่า BP ชื่อเต็มของมันคือ Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne และช่วยชะไขมันที่อยู่ที่ผิวเรา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักเลยอ่ะครับของสิว
หลักการทำงาน
หน้าที่ หลักคือจะไปฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.acne ทำให้ไม่ไปรวมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้วกับไขมัน ทำให้สามารถรักษาและป้องกันสิวอักเสบ สิวหนองได้ และสามารถทำให้หน้าแห้งขึ้นได้เพราะ BP มี ประสิทธิภาพในการละลายและฟอกเอาไขมันบนผิวหน้าออกไป ใครที่ใช้อยู่ให้ลองสังเกตุผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนจะขาวไปด้วย เพราะเจ้า BP นี่ฟอกหมด และหน้าเราก็จะขาวขึ้นด้วยเหมือนกัน และก็ยังช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หลุดออกไปง่ายขึ้น คุณสมบัติพวกนี้เมื่อใช้ BP แล้วจึงทำให้หน้าบางลง เวลาถูกแดดอาจทำให้ผิวหน้าแดง
BP ที่ได้รับการยอมรับแล้วว่าได้ผลดีที่สุดคือ 2.5% ในท้องตลาดจะมี 2.5,5,10% (ตอนแรกผมก็คิดว่ามากๆไว้ก่อนนะ) เพราะเปอร์เซนต์ที่มากไปจะทำให้หน้าระคายเคืองและสิวเพิ่มมากขึ้นในที่สุด
ยาที่ใช้ BP เป็นจะมีทั้งเบส แอลกอฮอลล์ น้ำ ที่ดังๆก็เห็นจะเป็น Panoxyl, Brevoxyl, Benzac
ข้อ แตกต่างระหว่าง BP ที่ ใช้น้ำกับแอลกอฮอลล์เป็นตัวพา คือ แอลกอฮอลล์จะซึมเข้าสู่ผิวเร็วและซึมได้ดีกว่าน้ำ แต่มีโอกาสที่จะระคายเคืองมากกว่าน้ำ ซึ่งจะทำให้เป็นผื่น แดงและระคายเคืองได้ง่ายกว่าที่ใช้น้ำเป็นตัวพา ถ้าไม่เคยใช้มาก่อนแนะนำให้เริ่มจากเบสที่ใช้น้ำก่อนนะครับ
วิธีใช้
ปกติ ผิวหน้าเราจะค่อยๆปรับตัวกับของที่เราทาลงไปบนหน้า เริ่มต้นอาจจะยังรับไม่ได้ โดยอาจเกิดอาการผื่นขึ้น แดง แสบ ให้เราเริ่มจากทาก่อนล้างหน้า โดยเริ่มจากเวลาน้อยๆก่อนแล้วล้างออก และค่อยๆเพิ่มเวลาเข้าไป จนถึง 1 ชั่วโมง ถ้าหน้ารับได้ก็สามารถทาหลังล้างหน้าได้เลยครับ (ทุกวันนี้ผมทาหลังล้างหน้าแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว คงจะด้านมากแล้วครับ http://www.bloggang.com/emo/emo35.gif)
วิธีการใช้ BP ให้ได้ผลที่สุด
1.ในกรณีที่คนใช้ทาก่อนล้างหน้า ควรทาทิ้งไว้อย่างน้อยสุด 1 ชั่วโมง
2.ก่อนหรือหลัง 1 ชั่วโมงไม่ควรทาอะไรบำรุงเพราะจะทำให้ BP ทำงานไม่เต็มที่
ข้อดี
1. สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิวได้
2. ผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกเพื่อไม่ทำให้ไปอุดตันรูขุมขน
ข้อเสีย
1. ทำให้หน้าถูกแสงแดดได้น้อยลง SPF ในบริเวณที่ทาจะลดลง 3
2. อาจทำให้เกิดการระคายเคือง แดง แสบ ควรทาในบริเวณน้อยๆก่อน
สาเหตุของสิว
สาเหตุของการเกิดสิว
สาเหตุ สำคัญที่ทำให้เกิดสิว คือฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน (androgen) ไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันในบริเวณ ผิวหนังให้สร้างไขมันและขับออกมามากขึ้น ฮอร์โมนชนิดนี้ถึงแม้ว่าจะจัดเป็นฮอร์โมนที่พบได้ในเพศชาย แต่ก็พบได้บ้างในเพศหญิง ทำให้ในเพศหญิงมีโอกาสเกิดสิวได้เช่นกันแต่น้อยกว่า
เมื่อต่อมไขมัน สร้างไขมันมากยิ่งขึ้น ประกอบกับท่อรูขุมขนได้มีการสร้างเซลล์บุของรูขุมขนมากขึ้นเช่นกัน จึงเกิดการรวมตัวกันเป็นเม็ดสิว หรือคอมิโดน (comedone) อยู่ในท่อของต่อมไขมัน
ถ้าท่อต่อมไขมันไม่เปิดออกสู่อากาศ คอมิโดนก็จะ ไม่สัมผัสอากาศและมีลักษณะเป็นเม็ดไขมันสีขาว จึงเรียกคอมิโดนชนิดนี้ว่า สิวหัวขาว หรือสิวหัวปิด (white or closed comedone) แต่ถ้าคอมิโดนมีรูเปิดและออกมาสัมผัสกับอากาศ ออกซิเจนในอากาศจะเปลี่ยนแปลงเม็ดสิวนี้ให้เป็นสีเข้มขึ้นจนดำ และเรียกว่าสิวหัวดำ หรือสิวหัวเปิด (black or open comedone)
อีก ปัจจัยหนึ่ง คือเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อ Propionibacterium acne ที่อยู่ในรูของต่อมไขมัน เชื้อชนิดนี้เป็นชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจน จะคอยย่อยไขมันให้เป็นอาหาร และสร้างกรดไขมันขึ้น ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและเกิดการอักเสบหรือเป็นหนองขึ้นได้
ป้องกันสิว ง่ายนิดเดียว
ง พูดง่ายๆก็คือเป็นในช่วงวัยรุ่นนั่นเอง พอขึ้นเลข 3 สิวก็จะหายไปเลย พล่ามไปเยอะแล้ว มาบอกวิธีการดูแลผิวหน้าป้องกันสิวดีกว่า(ตามที่เขาพูดกัน ป้องกันไว้ดีกว่าแก้)
1. เริ่มจากการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด กับสบู่วันละ 2 -3 ครั้ง อย่าล้างบ่อยนะ บ่อยไปจะทำให้ระคายเคืองเอาเป็นว่าเช้าเย็นก็พอ ถ้าใครหน้ามันก็ใช้สบู่ขจัดความมันได้แต่ต้องเลือกเหมาะกับคนเป็นสิวนะ อย่างเราเคยใช้ ยี่ห่้อ Acne-Aid อันนี้ขจัดความมัน ขจัดสิวด้วย
2. ล้างหน้าทุกครั้งที่ออกกำลังกาย มีเหงื่อ ล้างน้ำเปล่าก็พอแล้ว
3.อย่าขัดๆ ถูๆ ผิวหน้า จะทำให้เกิดสิวง่ายขึ้น
4.สระผมด้วย ถึงให้ล้างหน้าแต่ไม่สระผมเนี่ยมันก็ช่วยไม่ได้น้าๆๆๆๆ มันจะเป็นตัวก่อกำเนิดสิวอันน่าเกลี่ยดได้
5. ระวังการใช้เครื่องสำอางด้วยอะ